วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประมวลข่าวเณรคำ

 

 

LAST UPDATE : JUNE 24, 2013  07:00 A.M.   PACIFIC TIME

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมวลข่าวเณรคำ

 

 

 

 

 

 

แฉซ้ำ ! หลวงปู่เณรคำ สร้างบ้านให้สีกา-ไม่ขออนุญาตสร้าง พระแก้วมรกต

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก 
สปริงนิวส์


อดีตพ่อตาหลวงปู่เณรคำแฉ หลวงปู่สร้างบ้านให้สีกาที่ได้เสียกันมานานแล้ว เผยขับรถเบนซ์มาหาและชอบดื่มเหล้าเมาสุรา ด้าน พศ. เผย หลวงปู่เณรคำ ไม่ได้ขออนุญาตสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ ขณะที่กรมศิลป์เตรียมส่งหนังสือแจ้งให้มาขออนุญาตจัดสร้างพระแก้วมรกตให้ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2556 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่ง ใน อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลังจากได้รับแจ้งว่าหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พระสงฆ์ที่กำลังตกเป็นข่าวฉาวอยู่ในขณะนี้ ได้ไปสร้างบ้านไว้ที่นั่น 1 หลังให้กับสีกา

เมื่อไปถึงพบบ้านหลังใหญ่ลักษณะชั้นครึ่งปลูกอยู่ด้านหลังบ้านหลังเล็กที่อยู่ติดถนน โดยบ้านหลังใหญ่อยู่ลึกเข้าไปห่างจากถนนประมาณ 100 เมตร ซึ่งสร้างไปได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวนด้วยสายตาคาดว่า หยุดสร้างไปนานไม่ต่ำกว่า 2 ปี

จากการสอบถาม นายถวิล จันพะวา เจ้าของที่ดิน เล่าว่า หลวงปู่เณรคำ แห่งสำนักสงฆ์วัดป่าสันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นผู้สร้างไว้ โดยหลวงปู่เณรคำได้มาติดพันลูกสาวตนเมื่อประมาณปี 2546 ขณะที่เดินทางมาหาที่จะสร้างวัดป่า และได้รู้จักกับลูกสาว ซึ่งขณะนั้นลูกสาวเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนกระทั่งได้เสียกัน พร้อมกับมาสร้างบ้านไว้ให้ โดยบ้านหลังนี้หมดเงินประมาณ 2 ล้านกว่าบาทแล้ว และหลวงปู่ได้รับปากกับตนว่า จะอยู่ในผ้าเหลืองอีก 3 ปี แล้วจะสึกมาอยู่กินกับลูกสาวตน แต่เมื่อครบ 3 ปีแล้ว ก็ยังไม่ยอมสึก ยืดเวลาไปอีกเรื่อย ๆ ลูกสาวตนก็ต้องการที่จะมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน ไปไหนมาไหนจะได้ไม่อายเขาแต่พระบ่ายเบี่ยงมาเรื่อย จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาก็หายหน้าไปเลย ไม่ได้ให้เงินมาสร้างบ้านต่อและทิ้งลูกสาวตนไป ลูกสาวตนจึงแต่งงานกับผู้ชายอีกคน

นอกจากนี้ นายถวิล กล่าวด้วยว่า เท่าที่ดูจะชอบดื่มเหล้าด้วย เวลามาหาลูกสาวจะขับรถเบนซ์มาเอง และมีเหล้าติดมาครั้งละ 2-3 ขวดทุกครั้ง บางครั้งขับรถมาในสภาพเมาจนต้องหามลงจากรถเลยก็มี

ขณะที่ทางด้าน นายถาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำตัวหลวงปู่เณรคำฉัตติโก ได้กล่าวปฏิเสธว่า หลวงปู่เณรคำไม่ได้เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแน่นอน เพราะเมื่อปี 2546 หลวงปู่เณรคำยังอายุเพียง 24 ปี และเริ่มมีผู้ศรัทธา รวมทั้งบริจาคเงินให้วัดตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา และช่วงที่มีการบริจาคเงินมาที่สำนักสงฆ์วัดป่าสันติธรรมมากที่สุดคือช่วงปี 2552-2553 ดังนั้นช่วงปี 2546 หลวงปู่เณรคำจึงยังไม่สามารถสร้างบ้านให้ใครได้แน่นอน และเท่าที่ตรวจสอบข้อมูลบ้านหลังดังกล่าวมีพระสร้างขึ้นมาจริง แต่เป็นพระรูปอื่นไม่ใช่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

ส่วนกรณีที่สำนักสงฆ์วัดป่าสันติธรรมได้มีการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองนั้น พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 61 รายการ ที่มีระเบียบว่า การจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นสำนักพระราชวัง แต่จากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ พบว่า ทางสำนักสงฆ์วัดป่าสันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา อีกทั้งทางสำนักพระราชวังยังได้หารือมายังกรมศิลปากรว่า ให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญเพราะปัจจุบันมีการนำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการรับอนุญาตมากขึ้น อย่างไรก็ดี ระเบียบดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติ

ทั้งนี้ ในเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำดอทคอม อ้างถึงเหตุในการจัดสร้างพระแก้วมรกตจำลองใหญ่ที่สุดในโลก โดยอิงกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ว่า 
"คืนวันอาทิตย์ที่ 4 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เวลาตี 2 ท้าวสักกะเทวราช มหาราชองค์อินทร์ มหาราช จอมเทวดา ผู้ยิ่งใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย ได้มาอาราธนานิมนต์ให้หลวงปู่เณรคำ นำพาสาธุชนได้ร่วมกันสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลอง หน้าตักกว้าง 15 เมตร สูง 18 เมตร โดยมหาราชองค์อินทร์จะเป็นผู้ช่วยอำนวยการสร้างให้ราบรื่น ให้แล้วเสร็จด้วยพลังใจ พลังจิตอันยิ่งใหญ่ ทั้งเทวดา มนุษย์มิตรทั้งหลาย" โดยพระแก้วมรกตองค์นี้ หลวงปู่เณรคำระบุว่าจะใช้เงินที่จะรับบริจาคจากญาติโยมเป็นงบประมาณในการก่อสร้างถึง 150 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการสร้างพระแก้วมรกตโดยไม่ขออนุญาตนี้ ก็ทำให้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร ออกมาระบุว่า 
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งทำหนังสือ เพื่อแจ้งให้วัดป่าขันติธรรมรับทราบว่าการดำเนินการจัดสร้างดังกล่าวไม่ถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งทางสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ จ.มุกดาหาร และ จ.ยโสธร จะนำหนังสือฉบับนี้ไปให้วัดป่าขันติธรรม ภายในวันที่ 26 มิถุนายน เพื่อให้ทางวัดเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยต้องทำเรื่องขออนุญาตให้ถูกต้อง 

ทั้งนี้ อธิบดีกรมศิลปากร ยังระบุด้วยว่า ทางกรมไม่มีอำนาจสั่งห้าม หรือชะลอการจัดสร้างดังกล่าว เพราะไม่ได้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไว้
 

 

 

ข่าว :ข่าวสด

25 มิถุนายน 2556


 

 

วัดขันติธรรม-ศูนย์รวมของเถื่อน !

 

อรหันต์เถื่อน - ไม่มีสังกัดแน่นอน

วัดเถื่อน - ไม่ยอมตั้งเป็นวัด เพื่อเลี่ยงภาษี

พระแก้วเถื่อน - ไม่ได้รับอนุญาตสร้าง

 

แถมสมุนเณรคำยังตลบแตลงแบบเถื่อนๆ อีก ตอแหลแม้กระทั่งชูสองนิ้วแปลว่า "ซื้อสองชิ้น" ล่าสุดวันนี้ นายก อบต. โนนสัง เผยชาวกันทรารมย์ทนพฤติกรรมอัปรีย์ของบักเณรคำไม่ได้อีกต่อไป ไม่แน่..อาจจะมีม็อบต่อต้านอรหันต์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกด้วย รับรองว่าดังกว่าพระแก้วองค์ใหญ่ที่สุดในโลกเลยเชียวล่ะ

 

 

 

 

นายทองวรรณ จิตโชติ
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสัง

อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

 

 

 

ศรีสะเกษ - นายก อบต.โนนสัง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เผยสาวสวยเอี่ยวพระดังมีฐานะร่ำรวยเร็วแบบติดจรวด ซื้อสดที่ดิน 7 ไร่ใกล้สำนักสงฆ์ขันติธรรม และมีบ้านหรู 15 ล้านในกรุง พร้อมได้ลูกชายปริศนา 1 คนทั้งที่ยังไม่แต่งงาน ขณะข้าราชการและผู้นำชุมชนท้องถิ่นเมินเข้าร่วมกิจกรรมทำบุญที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ เตรียมหารือแก้ไขปัญหา เหตุทำให้ชื่อเสียง อ.กันทรารมย์เสียหาย

วันนี้ (24 มิ.ย.) นายทองวรรณ จิตโชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โนนสัง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนได้เข้าไปให้กำลังใจ นางลอน มนัส เจ้าของที่ดินสำนักสงฆ์ขันติธรรมมาแล้วในวันที่เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.กันทรารมย์ เนื่องจากถูกโทรศัพท์ข่มขู่อุ้มฆ่า โดยได้แจ้งกับนางลอนว่ากลุ่มประชาชนชาว อ.กันทรารมย์ และบรรดาผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกข่มเหงรังแกจากกลุ่มลูกศิษย์พระดังรูปหนึ่งของ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งนางลอนก็ได้ขอบคุณที่ผู้นำท้องถิ่นจะให้ความช่วยเหลือ

นายทองวรรณกล่าวต่อว่า กรณีสำนักสงฆ์ขันติธรรมนั้น ชาวบ้านในเขต อ.กันทรารมย์ รับไม่ได้ เนื่องจากปกติการจัดงานต่างๆ ของวัดทุกแห่งจะมีการปักธงชาติ และธงธรรมจักร แต่พระดังแห่งนี้ปักธงที่มีตราสัญลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งตนไม่ค่อยเห็นชาวบ้านในเขต อ.กันทรารมย์เข้าไปทำบุญที่สำนักสงฆ์ขันติธรรม ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ หรือข้าราชการทุกส่วน นายก อบต.ทุกตำบล รวมทั้งนายก อบต.ดู่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขต ต.ดู่ อ.กันทรารมย์ ซึ่งอยู่ใกล้สำนักสงฆ์ขันติธรรม ก็ไม่มีใครเข้าไปร่วมกิจกรรมหรือทำบุญที่สำนักสงฆ์แห่งนี้แต่อย่างใด พูดได้ว่ามีชาว อ.กันทรารมย์น้อยมากที่เข้าไปทำบุญที่สำนักสงฆ์แห่งนี้

นายทองวรรณกล่าวต่อว่า เมื่อประมาณปี 2551 ป้าของตนได้เข้าไปถวายสำรับพระรูปหนึ่งที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ปรากฏว่าได้เจอสาวสวยคนหนึ่งแต่งชุดนอนเดินออกมาจากห้องของพระชื่อดังรูปหนึ่ง ซึ่งป้าของตนรู้จักผู้หญิงคนดังกล่าวดีว่าชื่ออักษรย่อ “ม” เป็นสาวสวยที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลจากสำนักสงฆ์ขันติธรรม และเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มชาวบ้านใกล้สำนักสงฆ์แห่งนี้อย่างกว้างขวาง ขณะนี้สาวสวยคนดังกล่าวยังไม่ได้แต่งงานแต่มีลูกชาย 1 คน ปัจจุบันเรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (ป.2) โรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่ง และสาวสวยคนนี้มีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็วมากทั้งที่ไม่ได้มีอาชีพการงานอะไรแต่มีเงินสดซื้อที่ดิน 7 ไร่ใกล้กับสำนักสงฆ์ และมีบ้านขนาดใหญ่มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาทในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ

นายทองวรรณกล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่สำนักสงฆ์ขันติธรรมจัดงานทอดกฐินจะมีการจัดทำต้นกฐินจำนวน 9 ต้น สูงต้นละ 9 เมตร ต้นหนึ่งๆ ไม่รู้ว่าได้เงินกี่ล้านบาท และปีล่าสุดจัดทำต้นกฐินกว่า 36 ต้นได้เงินจำนวนมาก แต่ไม่ทราบว่าเงินทอดกฐินและเงินบริจาคเก็บรักษาอย่างไร นำเอาไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งตนเห็นว่าการจัดงานทุกอย่างของสำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นธุรกิจไปหมด แม้แต่พวกเราเข้าไปปักป้ายจัดงาน รวมทั้งทำงานต่างๆ ภายในสำนักสงฆ์ก็ต้องจ่ายค่าจ้างเป็นรายวันและรายเดือน อีกทั้งไม่เคยเห็นพระสำนักสงฆ์แห่งนี้ออกบิณฑบาต แต่จะจ้างแม่ครัวมาทำอาหารถวายพระสงฆ์โดยตรง

“พวกเราที่เป็นกลุ่มผู้นำท้องถิ่นได้มีการประชุมพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเห็นว่าพระชื่อดังไม่ใช่พระอีกต่อไป เพราะไม่เหมือนกับพระทั่วไปที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ซึ่งพวกเราผู้นำท้องถิ่นทั้ง อ.กันทรารมย์จะมีการประชุมหารือกันเกี่ยวกับพระดังในเรื่องนี้ เพราะทำให้ชื่อเสียงของ อ.กันทรารมย์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก” นายทองวรรณกล่าว

 

 

ข่าว : ผู้จัดการ

25 มิถุนายน 2556


 

 

 

พระแก้วเถื่อน !

 

กรมศิลป์ระบุ "ไม่ได้รับอนุญาตสร้าง"

 

สำนักพุทธฯบอก "ยายลอนเปลี่ยนเจ้าอาวาสได้"

 

อา..งวดนี้หวยจะออกเบอร์ไหน ?

 

อรหันต์จะเข้าวัดได้หรือไม่ ?

 

เครื่องบินเจ๊ตจะจอดไหนเอย ..?

 

 

 

 

 

หลวงปู่เณรคำเจอวิบากกรรมซ้ำ กรมศิลป์ตรวจสอบพบสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ขออนุญาต ถือว่าทำผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่ ผอ.สำนักพุทธฯชี้ช่อง เจ้าของที่ดินสามารถยื่นเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสได้ หากมีการยื่นขอสร้างเป็นวัด ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รับยังไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องรอหลวงปู่เณรคำกลับมาก่อน ได้แต่รวบรวมข้อมูลที่มีทั้งหมดแจ้ง “สมเด็จพระวันรัต” รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตแล้ว ส่วนกลุ่มลูกศิษย์ออกมาโต้รายวันแก้ต่างเรื่องสร้างบ้านให้สาว อ้างเป็นพระอีกรูปแต่ชื่อคล้ายกัน

 

 

 

กรมศิลปากรแจงผิดระเบียบของ ศธ.

 

กลุ่มลูกศิษย์ของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ออกมาโต้รายวันแก้ต่างให้พระชื่อดัง โดยเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. ที่สมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำนำโดยนายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรมเปิดเผยว่า สำหรับเรื่องบ้านที่สร้างไม่เสร็จใน อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าของที่อ้างว่าหลวงปู่เณรคำเป็นคนสร้างให้ลูกสาวนั้น ไม่เป็นความจริงแต่เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มีชื่อคล้ายกัน เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าว และในวันที่ 24 มิ.ย.เครือข่ายบ้านวิมุตติธรรมจะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ที่ออกข่าวทำลายชื่อเสียงหลวงปู่เณรคำ หากมีโอกาสจะเข้าเยี่ยมนางลอน มนัส ที่อ้างเป็นเจ้าของที่ดินถวายวัดป่าขันติธรรมด้วย

ขณะที่นายภาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำตัวหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวสร้างไว้เมื่อปี 2546 ตอนนั้นหลวงปู่เณรคำอายุเพียง 24 ปี เริ่มมีชื่อเสียงและช่วงที่มีการบริจาคเงินมากที่สุดคือช่วงปี 2552-2553 ดังนั้น ช่วงปี 2546 หลวงปู่เณรคำคงไม่สามารถสร้างบ้านให้ใครได้แน่นอน แต่จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ามีพระสร้างขึ้นจริง แต่เป็นพระรูปอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลวงปู่เณรคำ

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางลอน มนัส ต้องการเปลี่ยนเจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรมแทนหลวงปู่เณรคำว่า วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ยังไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งวัด ดังนั้น หากนางลอนที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรม ต้องการที่จะให้พระรูปอื่นเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสสามารถทำได้ เพราะการขออนุญาตตั้งวัดนั้นผู้ยื่นขอใบอนุญาตตั้งวัดจะต้องมีการระบุชื่อวัด ชื่อพระที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสซึ่งผู้ที่จะมีสิทธิ์ในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัดนั้นต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด หากไม่เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ได้รับอนุญาตสร้างหรือทายาท พร้อมหลักฐานประกอบ ดังนั้น หากนางลอน เป็นเจ้าของที่ดินจริงสามารถดำเนินการได้

ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯกล่าวอีกว่า การดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมนั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ไม่ได้นิ่งเฉย แต่เนื่องด้วยบทบาทหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ตามที่ระบุใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์นั้น หากพระมีข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิด สำนักงานพระพุทธศาสนาฯไม่มีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระรูปนั้น จะต้องเป็นหน้าที่เจ้าคณะผู้ปกครอง โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯมีหน้าที่เพียงหาข้อมูลสนับสนุนการดำเนินการตรวจสอบของพระสงฆ์เท่านั้น

ขณะที่พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหลวงปู่เณรคำที่ตั้งขึ้นทำได้แค่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะจำเป็นที่จะต้องรอหลวงปู่เณรคำเดินทางกลับมาจากต่างประเทศก่อน ถึงจะสอบถามข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม ทางพระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นรายงานไปยังพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 ฝ่ายธรรมยุตและสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตแล้ว

นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยถึงกรณีที่วัดป่าขันติธรรมสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่ขออนุญาตในการจัดสร้างตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2520 ที่ระบุว่าพระแก้วมรกตเป็น 1 ใน 61 พระพุทธรูปสำคัญที่จะต้องมีการขออนุญาตก่อนการจัดสร้างว่า พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่มีระเบียบว่า การจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง ซึ่งจากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ พบว่าทางวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา ขณะเดียวกันทางสำนักพระราชวังได้หารือมายังกรมศิลปากรว่าให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญเพราะปัจจุบันมีการนำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการรับอนุญาตมากขึ้น

ส่วน น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร กล่าวว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2520 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจำลองพระพุทธสำคัญ 61 รายการ เช่น พระแก้วมรกต จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระพระบรมราชานุญาตก่อนที่จะดำเนินการจัดสร้าง ส่วนระเบียบดังกล่าวนั้นไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติ

ที่ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนางลอน มนัส เลขที่ 122 หมู่ 1 บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พบมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กันทรารมย์ คอยรักษาความปลอดภัยให้กับนางลอนและครอบครัว หลังจากที่นางลอนเข้าแจ้งความว่ามีคนข่มขู่ กรณีเปิดเผยเรื่องการจะสร้างวัดป่าขันติธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยตนเอง พบเพียงนายถวิล มนัส อายุ 70 ปี สามีของนางลอน ส่วนนางลอนไปธุระข้างนอก โดยนายถวิลกล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวมีทั้งที่คนบริจาคให้วัดและทางวัดซื้อเพิ่มตั้งแต่หลวงปู่เดช เจ้าอาวาสรูปแรกและมรณภาพไปแล้ว โดยที่ดินทั้งหมดโอนมาให้นางลอน ภรรยาตนเป็นผู้ดูแล เนื่องจากนางลอนเป็นโยมอุปัฏฐากวัดมาโดยตลอด ภายหลังหลวงปู่เณรคำมาอยู่จะสร้างกุฏิศาลา สร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งใช้พื้นที่กว้างขึ้น นางลอนจึงมอบที่ดินดังกล่าวให้เพื่อจัดสร้างวัด แต่ไม่มีการจัดตั้งเป็นวัดจนถึงทุกวันนี้

ส่วน พ.ต.อ.ภุชงค์ วรรณา ผกก.สภ.กันทรารมย์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแจ้งความไว้แล้วได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรยามทั้งในและนอกเครื่องแบบไปดูแลความปลอดภัยโดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปคอยตรวจตราที่บ้านนางลอน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับนางลอนและครอบครัว และให้เกิดความสบายใจ คลายความกังวลใจ ด้านนายวิรอด ไชยพรรณา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากคณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรให้เข้าไปชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้นกรณีวัดป่าขันติธรรมพร้อมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหลวงปู่เณรคำ ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ แต่ไม่ทราบว่าหลวงปู่เณรคำได้รับหนังสือหรือไม่เพราะยังอยู่ต่างประเทศ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าว จ.ตาก ไปสังเกตการณ์ที่วัดป่าขันติบารมี สาขา 88 ของหลวงปู่เณรคำที่บ้านม่อนหินเหล็กไฟ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาพบศาลา 1 หลัง เรือนพักของหลวงปู่เณรคำ 1 หลัง และกุฏิเล็กๆปลูกเรียงรายเป็นแถวอีก 16 หลัง แต่ละหลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม และกลางลานวัดมีรูปปั้นหลวงปู่เณรคำสูงตระหง่านตั้งไว้ สอบถามคนเฝ้าซึ่งเป็นชาวพม่าทราบชื่อนายหม่องจ่อ เปิดเผยว่า ในวัดมีพระจากวัดใกล้เคียงมาพักอาศัยอยู่ไม่กี่รูป ส่วนหลวงปู่เณรคำไม่ได้มาที่นี่ร่วม 2 ปีแล้ว หลังเกิดอุบัติเหตุรถชนขบวนรถหลวงปู่ที่โค้งทางสายแม่สอด-ตาก เมื่อวันที่ 13 ก.ย.54

สำหรับวัดป่าขันติบารมี ตอนหลวงปู่เณรคำมาสร้างใหม่ๆ มีญาติโยมจากทุกสารทิศแห่แหนมาทำบุญจำนวนมาก โดยเฉพาะสตรีคนหนึ่งใน อ.แม่สอดเป็นผู้ถวายที่ดินผืนนี้ ซึ่งกำหนดว่าจะสร้างเป็นวัดแต่ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงมีทหารเป็นผู้ดูแล ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ส่วนหลวงปู่เณรคำช่วงเดินทางมาพักที่นี่จะมีญาติโยมมาคอยปรนนิบัติ บริจาคทรัพย์จำนวนมากและมีภรรยานายตำรวจคนหนึ่งถวายเงินให้หลวงปู่ทีเดียว 5 ล้านบาท

 

 

 

ข่าว :ไทยรัฐ

24 มิถุนายน 2556


 

 

 

เดินตามเสี่ยอู๊ด !

 

สร้างพระแก้วไม่ได้รับอนุญาต-หลอกลวงด้วยการโฆษณา

ศาลพิพากษา "คุก" เหนาะๆ 5 ปี

 

 

 

 

 

เรือนจำคลองเปรม-จุดหมายปลายทางของพระอรหันต์

 

 

 

เล็งสอบ "หลวงปู่เณรคำ" ไม่ขออนุญาต สร้างพระแก้วมรกตจำลอง

 

พศ.เผย "หลวงปู่เณรคำ" ไม่เคยขออนุญาติตั้งวัดป่าขันติธรรม เร่งหาข้อมูลส่งเจ้าคณะจังหวัดเพื่อประกอบการพิจารณสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรมศิลป์เล็งสอบเรื่องสร้างพระแก้วมรกตจำลองโดยพลการ ขณะที่ศิษย์คนสนิทเผย มีการแอบอ้างชื่อหลวงปู่สร้างบ้าน

 

กรณีมีผู้นำคลิปภาพพระอาจารย์ ดร. วิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ เจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีษะเกษ ขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ต จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์วิจารณ์ในวงกว้าง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

 

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า วัดป่าขันติธรรม ยังไม่ได้มีการขออนุญาตจัดตั้งวัด ดังนั้นหากนางลอน มนัส ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรม ต้องการที่จะให้พระรูปอื่นเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส ก็สามารถทำได้ เพราะในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัด ผู้ยื่นขอใบอนุญาต จะต้องมีการระบุชื่อพระที่จะมาเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งผู้ที่จะมีสิทธิ์ในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัดนั้นจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด กรณีไม่เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ได้รับอนุญาตสร้าง หรือทายาท พร้อมหลักฐานประกอบ ดังนั้นหากนางลอน เป็นเจ้าของที่ดินจริง ก็สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้

 

ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของหลวงปู่เณรคำนั้นทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่ได้นิ่งเฉย แต่เนื่องด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระที่ถูกกล่าวหากระทำผิดโดยตรง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครอง โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนา มีหน้าที่ในการหาข้อมูลมาสนับสนุนการดำเนินการตรวจสอบของพระสงฆ์เท่านั้น ด้านนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรณีการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองของวัดป่าขันติธรรม นั้น พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1ใน 61 รายการ ที่มีระเบียบว่า การจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นสำนักพระราชวัง

 

จากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ พบว่า ทางวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา ขณะเดียวกัน ทางสำนักพระราชวังยังได้หารือมายังกรมศิลปากรว่า ให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญเพราะปัจจุบันมีการนำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการรับอนุญาตมากขึ้น โดยการจำลองพระพุทธรูปสำคัญมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2520 ตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ส่วนระเบียบดังกล่าวนั้นไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ไดเป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติ

 

 

ข่าว เดลินิวส์

24 มิถุนายน 2556


 

 

 

ศิษย์อีกแล้ว !

ปฏิเสธเรื่องบ้านว่ามิใช่ของบักเณรคำ

แต่เป็นขององค์อื่น ?

 

 

 

อืม ! ไอ้หมอนี่มันเก่งจริงนะ เรื่องเณรคำมันไม่รู้อะไรเลย แต่ดันไปรู้ว่า "พระรูปอื่น" เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น ปัดสวะไปวันๆ เพราะโบ้ยว่า "พระรูปอื่น" โดยมิได้ระบุชื่อ ก็หาเจ้าทุกข์เอาเรื่องไม่ได้ ตีกินง่ายๆ แบบนี้แหละ แต่เรื่องแบบนี้หาหลักฐานไม่ยากหรอก ประเดี๋ยวก็รู้ว่ารูปไหนเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามแห่งนี้

 

 

 

 

 

บ้านปริศนา ยังหาเจ้าของไม่ได้

(ภาพ : มติชน)

 

 

กรณีที่มีการค้นพบบ้านหลังหนึ่งที่อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าของที่ดินระบุว่ามีพระรูปหนึ่งอ้างว่าชื่อหลวงปู่เณรคำ มาสร้างไว้เมื่อปี 2546 นั้น นายถาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำตัวหลวงปู่เณรคำฉัตติโก กล่าวว่า ยืนยันว่าหลวงปู่เณรคำ ไม่ได้เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแน่นอน เพราะเมื่อปี 2546 หลวงปู่เณรคำยังอายุเพียง 24 ปี และเริ่มมีผู้ศรัทธา รวมทั้งบริจาคเงินให้วัดตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา และช่วงที่มีการบริจาคเงินมาที่วัดป่าขันติธรรมมากที่สุดคือช่วงปี 2552-2553ดังนั้นช่วงปี 2546 หลวงปู่เณรคำ จึงยังไม่สามารถสร้างบ้านให้ใครได้แน่นอน และเท่าที่ตรวจสอบข้อมูลบ้านหลังดังกล่าวมีพระสร้างขึ้นมาจริง แต่เป็นพระรูปอื่นไม่ใช่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

 

 

ข่าว เดลินิวส์

24 มิถุนายน 2556


 

 

หน้าที่ชาวพุทธ !

บทนำจากเดลินิวส์

 

อืม ! นึกว่าจะได้รับข่าวสารจากมหาเถรสมาคมหรือจากรัฐบาลไทย

ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นบทความจากหนังสือพิมพ์แทน

 

กรณีเณรคำในวันนี้ มีแต่สื่อมวลชนที่ทำคดี ส่วนเจ้าคณะพระสังฆาธิการที่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลปกครองคณะสงฆ์ นับตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงมานั้น กลับเข้าฌานกันเงียบกริบ !

 

1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นั้น ท่านอายุมากแล้ว หมอไม่ให้รับแขก ก็ยกท่านไว้ในฐานะปูชนียบุคคล

 

2. สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของสายธรรมยุต ยังแข็งแรง แต่ไม่ยอมทำอะไรเลย เห็นรับเป็นประธานหาทองคำ 250 กิโลกรัม นำไปโปะยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา ที่ประเทศอินเดีย

 

3. เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ก็มียศเป็นเพียงพระครู จะไปสู้กำลังมหาโจรไหวเหรอ

 

4. รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีหน้าที่จะต้องปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ว่ากลับมีคนเสื้อแดง คือ นายเทพนม นามลี เป็นประธาน นปช. จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาการันตีหลวงปู่เณรคำว่าไม่ผิด จึงไม่รู้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเลือกเอาอะไร ระหว่างพระพุทธศาสนากับคะแนนเสียงจากคนเสื้อแดง ?

 

 

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกนิกาย ปกครองคณะธรรมยุตทั่วประเทศ

 

 

 

 

 

 

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการทุกหมู่เหล่าในประเทศไทย

 

 

 

 

 

ถ้าบุคคลสำคัญทั้ง 3 ท่านเหล่านี้ ยังไม่รู้ไม่ชี้เกี่ยวกับข่าวคราวที่ประเดประดังทางสื่ออยู่ทุกชั่วยามนั้น ก็แสดงว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยไร้คนดูแลเสียแล้ว เพราะมีผู้นำก็เหมือนไม่มี หรือมีแต่ไม่ยอมนำ ก็เห็นสมควรยุบเลิกมหาเถรสมาคมและตำแหน่งพระสังฆาธิการทุกระดับเสียให้สิ้น เพราะไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป ปล่อยให้พระสงฆ์สามเณรเขาปกครองตัวเองกันเสียเถิด หากเกิดปัญหาก็ให้เขาหาอาวุธเข้าเข่นฆ่ากันเอง มันจะยุติธรรมกว่าการมีผู้ปกครองแต่ไม่ยอมทำหน้าทีเป็นไหน ๆ

 

 

 

 

หน้าที่ชาวพุทธ !

บทนำจากเดลินิวส์

 

 

ทุกครั้งที่มีข่าวการกระทำ การวางตัวไม่เหมาะสม ขัดกับหลักพระธรรมวินัยในพุทธศาสนา ก็จะสร้างความเศร้าหมอง ทุกข์ใจแก่สาธุชนผู้นับถือศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด แม้ยังไม่มีปัญหาความสัมพันธ์กับสตรี แต่ภาพการวางตัว การใช้ชีวิตของพระรูปหนึ่ง ที่เดินทางด้วยเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว มีของใช้ส่วนตัวที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง หรือบางท่านก็สะสม หรือใช้รถยนต์หรู ซึ่งต้องสงสัยว่านำเข้า และสำแดงรายการเสียภาษีที่ไม่ตรงกับความจริง ก็ยิ่งทำให้ห่วงใยกันว่า จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระศาสนา จึงอยากให้มีหน่วยงานตรวจสอบหรือจัดการให้ผู้มีการกระทำอันไม่เหมาะสมพ้นไปจากวงการสงฆ์ไทย

 

ความห่วงใยของชาวพุทธต่อปัญหาที่เกิด และสภาพความไม่เหมาะสมอื่น ที่มีลักษณะคล้าย หรือใกล้เคียงที่พบเห็นโดยทั่วไป จนเกิดกังวลใจเลยไปถึงขั้นหวั่นเกรงจะมีความเสื่อมมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันจะพบว่าปฏิกิริยาของชาวพุทธที่แสดงการไม่ยอมรับ เป็นกระบวนการปกป้องพระพุทธศาสนาได้ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการควบคุม ระแวดระวังมิให้พระสงฆ์ที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องอยู่ได้ยาก ทั้งนี้การรักษาพระศาสนาให้สืบไปนั้น มิได้เจาะจงเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น แต่ประกอบด้วยพุทธบริษัท 4 ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ซึ่งหมายความว่าฆราวาสชาวพุทธมีบทบาทสำคัญในการดูแลสืบทอดพระศาสนาไม่จำกัดอยู่แต่พระสงฆ์เท่านั้น

 

ขณะเดียวกัน การวางตัวไม่เหมาะสม หรือบางรายเลยเถิดถึงขั้นผิดวินัยสงฆ์นั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการสนับสนุนจากการทำบุญ ถวายสิ่งของที่ดีที่สุดที่หาได้กับพระที่เชื่อ ศรัทธาหรือมีวิถีที่ถูกจริต โดยหลงลืมว่า เจตนาสูงสุดของการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา คือการแสวงหาการหลุดพ้น ภิกษุจึงถูกกำหนดให้มีของใช้เพียงไม่กี่ชิ้น เท่าที่จำเป็นแก่การมีชีวิต เพื่อการปฏิบัติธรรม เผยแผ่พระศาสนา ชี้ทางพ้นทุกข์แก่ชาวบ้านเท่านั้น การถวายทรัพย์สิน สิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆที่เกินกว่าความจำเป็นจึงต้องพิจารณาว่า จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการติดยึดความสะดวกสบายจนเกินพอดีหรือไม่

 

ชาวพุทธที่ห่วงใยในพระศาสนาจึงควรตั้งหลัก วางตัว สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เป็นผู้มีบทบาทในการร่วมรักษาศาสนา ควรเรียนรู้หลักธรรมที่มุ่งไปสู่การพ้นทุกข์ มีสติรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน การแสวงหาสิ่งอื่น เช่น ความร่ำรวย เลขหวย หรือสวรรค์บันดาลสุขนั้น ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ในขณะเดียวกันองค์กรทางด้านศาสนาทั้งปวงก็ควรร่วมมีบทบาทเผยแพร่ความรู้ในการศึกษาหลักธรรมที่เหมาะสม เพื่อช่วยกันปกป้องมิให้บุคคลหรือสมมุติสงฆ์ใดมาสร้างความเสื่อมเสียหรือก่อทุกข์ให้แก่ชาวพุทธได้ง่าย ๆ.

 

 

 

ข่าว เดลินิวส์

24 มิถุนายน 2556


 

 

 

 

โดน !

ยายลอนเจอข้อหา "ยักยอกเงินวัด" จากพระอรหันต์

หลวงปู่เมตตาแค่ให้ออกจากวัด

แต่จะเมตตาให้หลวงปู่ออกจากวัดนั้นหลวงปู่ไม่ยอม

 

 

อา..งานนี้เห็นทีจะมีคน "ต้องไป" ไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่งเสียแล้ว มันส์ยิ่งกว่าโก๋แก่เชียวล่ะ ผู้มีพระคุณกับผู้รับอุปการคุณหันมาเป็นศัตรูกันเองซะแล้ว ดูลีลาอรหันต์แล้วก็น่าเชื่อว่าแก่เป็นอรหันต์จริงๆ นะ เพราะตระบัดสัตว์ เอ๊ย ตระบัดสัตย์ได้ทุกอย่าง เข่นฆ่าได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณที่อุ้มชูมันมาตั้งแต่อยู่ในป่าช้า วันนี้รวยล้นฟ้าแล้ว แค่ถีบหัวส่งอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องตั้งข้อหาให้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ก็ดีฮะ เล่นกันซะให้สมอยาก เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ผุดได้เกิดแน่นอนแล้วไอ้เณรคำจัญไรเอ๋ย !

 

 

 

 

นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์

โฆษกของบักเณรคำกำมะลอคนล่าสุด

 

 

 

ศิษย์ ‘เณรคำ’ กล่าวหา ‘ยายลอน’ ยักยอกเงินวัด โต้นอนกับสีกา - ตร.ศรีสะเกษคุ้มกันเข้ม



เมื่อเวลา 01.15 น. วันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า ที่บ้านของนางลอน มนัส อายุ 68 ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่กลางทุ่งนาบ้านหนองถ่ม ต.ดู่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจงานปราบปราม และงานสืบสวนสภ.กันทรารมย์ จำนวน 10 นาย นำโดย พ.ต.ท.อดุลย์ สุรำไพ รอง ผกก.(ป) พร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือได้พากันมาคุ้มกันรักษาความปลอดภัยให้กับนางลอนตลอดทั้งคืน โดยมีลูกหลาน ญาติพี่น้องของนางลอนจำนวนหนึ่งมาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัยด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้นางลอนได้เข้าไปแจ้งความกับ ร.ต.ท.อภิชาติ ดวงมะณี ร้อยเวร สภ.กันทรารมย์ เนื่องจากว่าถูกขู่อุ้มไปฆ่า เนื่องจากได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะสร้างวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะไม่ให้หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม และพระสงฆ์บางรูปเข้ามาบริหารงานหลังจากที่ตั้งวัดถูกต้องแล้ว โดยจะขอให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่สายธรรมยุตพิจารณาจัดพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นเจ้าอาวาสวัดที่จะตั้งขึ้นอย่างถูกต้องนั้นซึ่งเหตุการณ์ตลอดคืนยังคงปกติแต่ว่าเจ้าหน้าที่ก็ได้เฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเต็มที่

นางลอนซึ่งเป็นคุณยายใจบุญแห่งวัดป่าขันติธรรมกล่าวว่าตนดีใจมากที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยคุ้มกันแบบนี้ ตนขอยืนยันว่าจะสร้างวัดป่าขันติธรรมต่อไป จะขอทำเป็นวัดให้ได้ หากเป็นวัดเมื่อไร ก็จะเซ็นมอบที่ดินให้กับวัดทันที ส่วนที่มีการบอกว่า ที่ดินตั้งวัดป่าขันติธรรมเป็นของนางทองมี วุฒิยาสาร ไม่ใช่ของตนนั้น ความจริงก็คือ นางทองมี ถวายที่ดิน จำนวน 9 ไร่ เพื่อให้ตั้งวัด และตอนนั้น นางทองมีป่วย จึงได้เรียกตนเข้าไปคุยด้วย บอกว่า จะคุยเรื่องดี ๆ ให้ฟัง โดยบอกว่า ให้ทำการเรื่องที่ดินตั้งวัดแทนนางทองมี ที่มอบที่ดิน จำนวน 9 ไร่ ให้เป็นวัดให้ได้ นางทองมี บอกว่า ไม่สบาย คงจะอยู่ไม่ถึงตอนมอบถวายหรอกนะ ให้แม่ใหญ่ หมายถึง ตนทำการแทนด้วย จากนั้น นางทองมีจึงได้นำเอาชื่อตนไปใส่กับชื่อของนางทองมี ในหลักฐานที่ดิน พอดีนางทองมีตาย จึงเหลือตนเพียงคนเดียว ตนจึงจะทำวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคที่ดิน

นางลอน กล่าวต่อว่า ตนมีศรัทธาไม่เปลี่ยนแปลง จะต้องตั้งเป็นวัดอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ให้เป็นอย่างอื่น ตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของที่ดินก็เท่านั้นเอง ส่วนที่มีการแถลงข่าวว่า นางทองมีมอบที่ดินให้หลวงปู่เณรคำแล้วนั้น ตนขอยืนยันว่า ยังไม่ได้มอบแต่อย่างใด เพราะหากว่าได้มอบที่ดิน ตนก็จะต้องได้มอบด้วย เพราะมีชื่อกันเพียง 2 คนเท่านั้น ตนไม่เคยมอบถวายอะไรเลย เดี๋ยวนี้หลักฐานที่ดินเป็นชื่อตนจริง ๆ ก็คือตนจะต้องเป็นคนเซ็นมอบให้ขอตั้งวัด อาจจะมีลูกของนางทองมีมาเซ็นมอบด้วยก็ได้ เพราะว่านางทองมีตายแล้ว ก็ต้องทำให้ถูกต้องไปเลย หากทำผิดวัตถุประสงค์ของการตั้งวัด ไม่ทำด้วยเด็ดขาด หากทำถูกต้องให้ทำเลย จะเซ็นมอบให้ทันที จะทำให้ตรงกับเจ้าของที่ดินมอบหมายเอาไว้ ตอนนี้เป็นชื่อตนคนเดียว ที่มีคนพูดออกมาว่าตนไม่ใช่เจ้าของที่ดินนั้นไม่จริง การที่มีการพูดออกมาเช่นนั้น อาจจะเป็นการแก้ต่างแทนปู่เณรก็ได้ ตนนึกไม่ถึงว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ ตนเป็นเจ้าของที่ดินแทนนางทองมี จะต้องทำเป็นวัดที่ถูกต้องให้ได้

พ.ต.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ภุชงค์ วรรณา ผกก.สภ.กันทรารมย์ ให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานปราบปรามและงานสืบสวน มาทำการรักษาความปลอดภัยให้กับนางลอน เนื่องจากเกรงว่า อาจจะเกิดเหตุร้ายตามที่มีการขู่อุ้มเอาไปทำร้ายร่างกาย โดยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดละ 10 นาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารักษาความปลอดภัยให้กับนางลอนอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนสถานการณ์ภายในเขตพื้นที่ สภ.กันทรารมย์ ขณะนี้เหตุการณ์ยังคงปกติ แต่ว่าเพื่อความไม่ประมาทตนได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนหาข่าวเพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมในบริเวณเขตพื้นที่รับผิดชอบของสภ.กันทรารมย์อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดวันเดียวกัน นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องเงินของมูลนิธิหลวงปู่เณรคำ ที่หายไป จำนวน 30 ล้านบาท เป็นเงินที่จะใช้ก่อสร้างเจดีย์ วิหาร และพระแก้วมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่วัดป่าขันติธรรม เป็นเงินที่ญาติโยมที่ศรัทธาต่อหลวงปู่เณรคำ บริจาคมาโดยส่งมาทางธนาณัติรายละหลายแสนบาท บางรายโอนเข้าบัญชีมูลนิธิเป็นเงินนับล้านบาท ก็มีการปลอมลายเซ็นของหลวงปู่ไปเบิกถอนเงินออกมา แต่ไม่เอาเข้ามูลนิธิ กลับเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง มี 2 อดีตกรรมการมูลนิธิที่หลวงปู่ให้ออกไป เป็นคนยักยอกเงินไป หลักฐานการเบิกเงินมีอยู่ที่หลวงปู่ทั้งหมด ไว้หลวงปู่กลับมาแล้วแถลงข่าว ทุกอย่างจะกระจ่างแจ้งทั้งหมด มีการแจ้งความเรื่องยักยอกเงินมูลนิธิไว้แล้ว 

“ส่วนเรื่องนางลอน ที่บอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่บริจาคให้นั้น ไม่เป็นความจริง นางลอนเข้ามาทำหน้าที่เป็นแม่ครัวของวัด 
แต่ได้ยักยอกเงินวัด หลวงปู่ไม่อยากเอาเรื่องจึงให้ออก แต่นางลอนกลับให้ข่าวแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งหลายทั้งปวงมาจาก 2 อดีตกรรมการมูลนิธิ หนึ่งในนั้นเป็นนักข่าวใหญ่ ที่พยายามสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อกลบความผิดของตัวเอง แต่เชื่อเถอะมันหนีกรรมที่ทำไว้กับหลวงปู่เณรคำไม่พ้นหรอก รวมทั้งเรื่องที่พยายามกุข่าวหลวงปู่เณรคำไปได้เสียกับผู้หญิงแล้วสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ที่อยู่กับท่านมาหลายปี ขอยืนยันว่าหลวงปู่เณรคำไม่เคยอยู่กัน 2 ต่อ 2 กับสีกา ถ้าจะมีก็ต้องมีศิษย์อยู่ด้วยไม่น้อยกว่า 2-3 คน”
 

 

 

ข่าว ข่าวสด

24 มิถุนายน 2556


 

 

นพรัตน์เปิดปาก

"ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ไม่มีอำนาจ"

กลัวตายมากกว่ามั๊ง !

 

น.นพรัตน์แย้มกลีบพิกุล กรณีเณรคำอันฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ส่วนสำนักพุทธนั้นมุดหัวมาตลอด ไม่เคยมีบทบาทอะไร ในวันนี้ทำทีอ้อมแอ้มว่า "สำนักพุทธฯไม่มีอำนาจ แต่เป็นอำนาจของเจ้าคณะพระสังฆาธิการ" อ๋อ เพิ่งมารู้จักบทบาทหน้าที่ของตัวเองเอาในวันนี้เองเหรอ ตะทีก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาล่ะ เวลาเกิดเรื่องราวอะไรนิดหน่อยในวงการสงฆ์ แล้วใครที่แหกปากออกทางหนังสือพิมพ์ ว่าจะจัดการอย่างโน้น จัดการอย่างนี้ ถามทีเถิด ที่ทำๆ ไปนั้นมันเป็นอำนาจตามมาตราไหนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือว่านึกอยากจะทำก็ทำ ไม่อยากทำก็อ้างว่า "ไม่มีอำนาจ" เพราะในเมืองไทยนั้นไม่มีใครสนใจใครอยู่แล้ว ดูแต่พระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกสิ เขาสร้างกันเกือบจะเสร็จแล้ว แต่วันนี้ กรมศิลปากรเพิ่งจะโผล่มาหาเรื่องเขาว่า "ไม่ได้ขออนุญาต"

 

 

 

 

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า วัดป่าขันติธรรม ยังไม่ได้มีการขออนุญาตจัดตั้งวัด ดังนั้นหากนางลอน มนัส ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรม ต้องการที่จะให้พระรูปอื่นเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส ก็สามารถทำได้ เพราะในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัด ผู้ยื่นขอใบอนุญาต จะต้องมีการระบุชื่อพระที่จะมาเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งผู้ที่จะมีสิทธิ์ในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัดนั้นจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด กรณีไม่เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ได้รับอนุญาตสร้าง หรือทายาท พร้อมหลักฐานประกอบ ดังนั้นหากนางลอนเป็นเจ้าของที่ดินจริง ก็สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้

 

ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของหลวงปู่เณรคำนั้นทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่ได้นิ่งเฉย แต่เนื่องด้วยสำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระที่ถูกกล่าวหากระทำผิดโดยตรง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครอง โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนา มีหน้าที่ในการหาข้อมูลมาสนับสนุนการดำเนินการตรวจสอบของพระสงฆ์เท่านั้น

 

 

ข่าว เดลินิวส์

24 มิถุนายน 2556


 

 

อย่างฮา !

 

 

กรมศิลป์บอก "เณรคำสร้างพระแก้วมรกตโดยไม่ได้รับอนุญาต" แหมไอ้เปรตพวกนี้มันแดกภาษีประชาชนได้คุ้มค่าเหลือเกิน ก็บักเณรคำมันโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก และพระแก้วมรกตที่มันสร้างก็ใหญ่ที่สุดในโลก แต่พวกกรมศิลปค์คงไม่เคยดูข่าวสารบ้านเมืองอะไรเลย นี่แหละระบบข้าราชการไทย ไม่เคยมีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอะไรทั้งสิ้น นี่ถ้าบักเณรคำมันไม่ก่อเรื่องก่อราวจนดังทางสื่อไปทั่วโลก พวกกรมศิลป์มันก็คงนอนกินเงินเดือนต่อไป เผลอๆ จะไปร่วมฉลองพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกกับบักเณรคำด้วย

 

 

 

 

 

พศ.เผย "หลวงปู่เณรคำ" ไม่เคยขออนุญาติตั้งวัดป่าขันติธรรม เร่งหาข้อมูลส่งเจ้าคณะจังหวัดเพื่อประกอบการพิจารณษสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรมศิลป์เล็งสอบเรื่องสร้างพระแก้วมรกตจำลองโดยพลการ ขณะที่ศิษย์คนสนิทเผย มีการแอบอ้างชื่อหลวงปู่สร้างบ้าน

 

กรณีมีผู้นำคลิปภาพพระอาจารย์ ดร. วิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ เจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีษะเกษ ขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ต จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์วิจารณ์ในวงกว้าง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

 

ด้านนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรณีการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองของวัดป่าขันติธรรม นั้น พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1ใน 61 รายการ ที่มีระเบียบว่า การจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นสำนักพระราชวัง

 

จากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ พบว่า ทางวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา ขณะเดียวกัน ทางสำนักพระราชวังยังได้หารือมายังกรมศิลปากรว่า ให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญเพราะปัจจุบันมีการนำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการรับอนุญาตมากขึ้น โดยการจำลองพระพุทธรูปสำคัญมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2520 ตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ส่วนระเบียบดังกล่าวนั้นไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ไดเป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติ

 

ส่วนกรณีที่มีการค้นพบบ้านหลังหนึ่งที่ อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าของที่ดินระบุว่ามีพระรูปหนึ่งอ้างว่าชื่อหลวงปู่เณรคำ มาสร้างไว้เมื่อปี 2546 นั้น นายถาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำตัวหลวงปู่เณรคำฉัตติโก กล่าวว่า ยืนยันว่าหลวงปู่เณรคำ ไม่ได้เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแน่นอน เพราะเมื่อปี 2546 หลวงปู่เณรคำยังอายุเพียง 24 ปี และเริ่มมีผู้ศรัทธา รวมทั้งบริจาคเงินให้วัดตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา และช่วงที่มีการบริจาคเงินมาที่วัดป่าขันติธรรมมากที่สุดคือช่วงปี 2552-2553ดังนั้นช่วงปี 2546 หลวงปู่เณรคำ จึงยังไม่สามารถสร้างบ้านให้ใครได้แน่นอน และเท่าที่ตรวจสอบข้อมูลบ้านหลังดังกล่าวมีพระสร้างขึ้นมาจริง แต่เป็นพระรูปอื่นไม่ใช่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

 

 

 

ข่าว เดลินิวส์

24 มิถุนายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น